แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ น้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ น้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม

น้ำหอม
น้ำหอม
ผู้หญิงเรารู้จักน้ำหอมกันมาแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันออก หรือโลกตะวันตกผู้หญิงทุกคนต่างคิดที่จะขวนขวาย สรรค์สร้างความหอมให้แก่เรือนร่าง อาบโอบผิวกายให้หอมกรุ่น เพื่อความเพลิดเพลินแก่ตัวเอง จะได้มั่นใจว่าตนเองมีกลิ่นกายอันพึงปราถนา กลิ่นหอมบางแนวกลิ่นได้รับความเชื่อว่าเป็นกลิ่นเสน่ห์ นำมาซึ่งอารมณ์รัญจวนพิศวาสของบุรุษเพศ แต่จะเพิ่มอะไรก็ตาม กลิ่นหอมยอมเกิดจากน้ำหอม สร้างสรรค์และได้รับการคิดค้นออกแบบมา โดยมุ่งสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้ใช้ และผู้ได้กลิ่น

เวลาใครสักคนได้กลิ่น เขาคนนั้นไม่ได้ใ้ช้เพียงแค่โสตนาสิก แต่ยังลึกซึ้งลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ กลิ่นหอมอันทรงอานุภาพจะทำให้ลืมสิ้นซึ่งเหตุผลทำให้จิตใจเคลิ้มฝันไปกับภวังอารมณ์ เตลิดไปกับความทรงจำ ถลำลึก ลงสู่ห้วงแห่งความรู้สึก กลิ่นหอมคือมนตรามายาที่จะครอบงำจิตใจ คงไม่ผิดอะไรนักหากจะบอกว่าเราเลือก หรือละทิ้งคนรักได้เพราะกลิ่นกาย ไม่แน่หรอกค่ะ น้ำหอมกลิ่นที่เหมาะแก่คุณอาจก่อให้เกิดปัญหารักสามเส้าได้

ในประวัติศาสตร์ มีการบันทึกเรื่องราวที่โยงใยอ้างอิงถึงการผลิต น้ำหอมประเภทต่างๆ รวมถึงในบทประพันธ์ต่างๆของกวีชื่อดัง ย่อมมี รจนาบทว่าด้วยกลิ่นละมุนละไมที่ปรุงแต่งให้อวลไอบนสรรพางค์ผิวของ เหล่านางเอกนิยาย ในคัมภีร์ไบเบิล พระยาสามองค์ได้ถวายกำยานกับ มดยอบให้แก่พระเยซูเจ้าและเครื่องหอม ทั้งสองนี้ยังใช้จุดบูชาในพิธีกรรมต่างๆของคริสตศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนชาวอียิปต์ และชาวกรีกโบราณจะมีการเผา หรือถวายเครื่องหอม บูชาพระเจ้าของพวกเขาทุกวัน เมื่อไม่นานมานี้ ยังได้มีการค้นพบ ห้อง ทดลองผลิตน้ำหอม ยุคศตวรรษที่ 6 ถูกสร้างไว้อยู่ติดกับโบสถ์ยิว ใน เอล เกดิ ประเทศอิสราเอล และในพระคัมภีร์โกหร่าน โมฮัมมัดก็กล่าวถึง อำนาจของน้ำหอมอันส่งผลต่อจิตใจของมนุษย์ ทุกวันนี้ อุตสาหกรรม น้ำหอมกลายเป็นความล้ำหน้าทางวิทยาการ และการค้นคว้าทดลอง ซึ่ง เปลี่ยนไปจากครั้งโบราณกาลที่น้ำหอม เครื่องหอม ถือเป็นผลงานแห่งศาตร์มายาลี้ลับ

แต่จะเป็นคัมภีร์ไสยศาสตร์ หรือตำราวิทยาศาสตร์ น้ำหอมก็มีรูปการณ์เดียวกันนั้นคือ ส่งผลกระตุ้นจิตใจ มีอิทธิผลครอบงำอารมณ์ และความรู้สึก กลิ่นหอมเป็นเครื่องมือสื่อสาร ด้วยศิลปวิทยาแห่งผู้ผลิตน้ำหอม หรือเพอร์ฟูมเมอร์ ไม่เพียงแต่เราจะเลือกได้ว่าตัวเราเองควรมีกลิ่นกายเช่นไร หากเรายังเป็นที่จดจำตราตรึงในใจผู้อื่น เป็นผู้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

น้ำหอมสู่ธุรกิจเงินล้าน

น้ำหอมสู่ธุรกิจเงินล้าน

ก่อนหน้านี้ เพอฟูมเมอร์ธรรมดา กับเพอร์ฟูมเมอร์ของยี่ห้อผลิตภัณฑ์ชั้นสูงนั้นมีฐานะทัดเทียมกัน ทำงานกันอย่างมีความสุขหากการเปลี่ยแปลงทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับผันแปรทุกอย่าง ร้านน้ำหอมรายย่อย รายเล็ก มิอาจเที่ยบเทียมบริษัทน้ำหอมดังๆได้

และหลายบริษัทเล็กๆที่ถูกเบียดจนตกขอบตกต้องปิดตัวเองไป การผลิตน้ำหอมเปลี่ยนแนวทางจากการเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะกลุ่มไปสู่การผลิตน้ำหอมแบบเอาใจตลาด จากงานศิลปะกลายเป็นงานมวลชน ดูเหมือนว่าถ้าอุตสาหกรรมน้ำหอมต้องการอยู่รอด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการมีการสนับสนุนด้านการเงิน พูดง่ายๆคือเงินต้องหนา ผิดกับแต่ก่อน ที่การอยู่รอดของน้ำหอมจะขึ้นอยู่กับเพอร์ฟูมเมอร์

ตอนเอลซ่า เชียปาเรลลิ (Elsa Schiaparelli) ผู้ถูก โกโก้ ชาแนล คู่แข่งเรียกด้วยสมญาว่า "แม่อิตาเลี่ยนคนนั้น" ได้ออกน้ำหอมกลิ่นต่างๆของเธอออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึง Shocking น้ำหอมกลิ่นสุดเซ็กซี่ในช่วงต้นทศวรร 1920


น้ำหอมสู่ธุรกิจเงินล้าน
 เธอได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่แห่งวงการน้ำหอมอีกครา เพราะนอกจากเธอจะทำการตลาดให้น้ำหอมตัวเอง โดยอาศัยภาพเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ เธอก็ยังจ้าง ทีมงาน เพื่อผลิตน้ำหอมเป็นการเอิกเกริก แทนที่จะใช้เพอร์ฟูมเมอร์เพียงคนเดียวอย่างที่ยี่ห้ออื่นปฎิบัติกันมา

ทีมงานหรือ compound house ที่ถูกว่าจ้างมาให้ผลิตน้ำหอมยุคนั้น ถูกมองว่าน่าจะจ้างมาผลิตน้ำผลไม้เสียมากกว่า เพราะทีมนี้เป็นบริษัทที่จะดูแลตั้งแต่การคิดค้นสูตรส่วนผสม มีห้องเคมี มีหน่วยติดต่อวัตถุดิบ และมีฝ่ายดูแลเรื่องการค้าส่งน้ำหอม ที่สำคัญคือ เชียปาเรลลิเป็นห้องเสื้อชั้นสูงแห่งแรกที่จ้างทีมงานแบบนี้มาผลิตน้ำหอม

อันนับว่าเป็นการเปลี่ยนผันขนบแห่งอุตสาหกรรมน้ำหอมโดยสิ้นเชิง ไม่มีการผลิตน้ำหอมโดยอาศัย เพอร์ฟูมเมอร์คนเดียวประกอบการแบบ exclusive ดูเล็กๆ เป็นส่วนตัวอีกต่อไป การทำธุรกิจน้ำหอมเปลี่ยนจากกิจการซึ่งดำเนินงานโดย กลุ่มเพอร์ฟูมเมอร์หรือมือสมัครเล่นไปเป็นอุตสหกรรมการค้าขนาดใหญ่หลังสงคราม

ในวันนี้ น้ำหอมชื่อดัง ขายดีทั้งหลายเป็นผลงานผลิตจากบริษัทประเภท compound house อย่างเช่น Quest, IFF Firmenich และ Givaudan-Roure เป็นต้น คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อบริษัทพวกนี้ แต่เหล่าบริษัทเหล่านี้หละคือ ขุมกำลังหลังบัลลังก์อันหรูหรา บรรดาเพอฟูมเมอร์ทั้งหลาย บัดนี้ต่างทำงานให้กับอาณาจักรเรือนล้านเหล่านี้ โดยจะแบ่งเวลาเพื่อคิดค้นน้ำหอมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าส่วนบุคคลเป็นรายๆ และทำงานในห้องแล็ปของยักษ์ใหญ่ ผู้ผลิตเพื่อคิดค้นส่วนผสมใหม่ๆ

แต่บริษัทอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ได้ผลิตน้ำหอมป้อนเฉพาะบริษัทเครื่องสำอาง เจ้าของน้ำหอมยี่ห้อดีไซเนอร์ รายได้ก้อนโตของบริษัทนั้นมาจากการปรุงกลิ่น ปรุงรสสำหรับอาหาร รวมไปถึงหัวน้ำหอม เพื่อใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่สบู่ แป้งโรยตัว ไปจนถึงกระดาษชำระ อันที่จริง เพอฟูมเมอร์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ทุกคนมักจะมาเริ่มงานกันที่นี้ เริ่มจากการสร้างสรรค์กลิ่นหอมสำหรับใช้กับข้าวของธรรมดา ของใช้ประจำวันในตรัวเรือนก่อนพัฒนาไปสู่การสรรค์สร้างกลิ่นหอมสำหรับน้ำหอมละเมียดละไมให้แก่ยี่ห้อดีไซเนอร์ดังๆทั้งหลาย

เพราะ compound house เหล่านี้เป็นองค์กรขนาดใหญ่จากการผลิตสินค้ามวลชน จึงมีเงินหนา และเงินเหล่านี้เองที่อำนวยให้มีการคิดค้นเพื่อวิทยาการทันสมัยล้ำยุคสำหรับการผลิตน้ำหอม

เวทีแห่งน้ำหอม

น้ำหอม หรือเครื่องหอม ถือว่าเป็นอาภรณ์ที่ไร้รูปบนเรือนกาย ดังที่คุณคงได้เข้าใจแล้วว่าน้ำหอมแต่ละกลิ่นที่คณเลือกสรร หรือโปรดปรานนั้น ต่างมาจากตระกูลวงศ์วานแตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันของน้ำหอมทุกกลิ่นนั้นคือ ช่วงชีวิตของน้ำหอม

น้ำหอมแต่ละแนวกลิ่นจะมีช่วงชีวิตเป็นลำดับขั้นพัฒนาการ นั้นคือ ช่วงแรกหรือ top note (บางก็เรียกว่ากลิ่นแรก) เป็นกลิ่นที่มอบความรู้สึกประทับใจ กลิ่นหอมช่วงนี้มีลักษณะอ่อนบาง(หมายถึงระดับความเข้มข้นของเนื้อน้ำหอม ไม่ใช่ลักษณะกลิ่น เพราะน้ำหอมบางกลิ่น top note จะรุนแรงหรือฉุนจัด) ระเหยไปได้อย่างรวดเร็วหลังฉีดพรมลงบนผิวกายและคงลักษณะกลิ่นนั้นอยู่ต่อประมาณ 5-10นาที

โดยทั่วไปหัวน้ำหอมที่ใช้ออกแบบ top notes มักมีแนวกลิ่นเย็น สดชื่น หรือกลิ่นเขียวสะอาด(green) อย่างเช่น ส้ม มะนาว พีช มะกรูด แบล็คเคอร์เร้นท์ กลิ่นใบไม้ และดอกไม้ต่างๆ

เลือกน้ำหอม
เลือกน้ำหอม
ช่วงกลางของน้ำหอมนั้นเรียกว่า middle notes หรือกลิ่นกลางอันหมายถึงหัวใจของน้ำหอม จะบ่งบอกถึงบุคลิคที่แท้จริงของน้ำหอมตามลักษณะแนวกลิ่นที่เป็นอยู่ ช่วงชีวิตนี้จะเนิ่นนานต่อไปได้ 2-4ชั่วโมง ซึ่งมักออกแบบแนวกลิ่นมาจากดอกไม้ ผลไม้เครื่องเทศ อย่างเช่นกุหลาบ มะลิ การ์ดิเนีย ซ่อนกลิ่น กระดังงา หรือลิลลี่ และปิดท้ายด้วยกลิ่นฐานหรือ base notes เป็นกลิ่นที่อบอุ่นที่สุดของน้ำหอม และคงอยู่ได้ยาวนานกว่าช่วงอื่นๆในกลิ่นฐานมักเกิดจากแพ็ทชูลิ ไม้จันทร์ น้ำมันจากไม้หอม musk และอำพัน

นอกจากการพัฒนาของกลิ่นน้ำหอมแต่ละกลิ่นจะเกิดขึ้นบนตัวผู้ใช้น้ำหอมกลิ่นนั้นๆแล้ว น้ำหอมยังก่อให้เกิดปฎิกิริยาต่อผู้ได้กลิ่นตามลำดับขั้นพัฒนาด้วยเช่นกัน ถ้าจะอธิบายตามให้ง่ายขึ้นลองหลับตานึกภาพเวทีแสดงแบบเสื้อ หรือแฟชั่นโชว์ กลไลการออกแบบกลิ่นมักเป็นไปในทำนองเดียวกันนั่นคือ top notes เทียบเท่ากับการเปิดการแสดง หรือการเริ่มต้นกลิ่นหอมจะต้องสร้างความรู้สึกสนใจให้แก่ผู้ได้กลิ่น บทโหมโรงของกลิ่นมักจะเริ่มต้นด้วยความหอมในแนวนี้

middle notes เทียบเท่าเนื้อหาของการแสดง แน่นอน การดึงดูดความสนใจให้ต่อเนื่องดำเนินต่อไปนั้น จะต้องมีลีลาที่เร้าใจหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้พบเห็น หรือผู้ได้กลิ่นอย่างยิ่ง เพอร์ฟูมเมอร์ หรือนักออกแบบน้ำหอมสมัยใหม่ ส่วนมากมักจะใช้แนวกลิ่นที่ช็อกผู้ได้กลิ่นหรืออาจเป็นแนวกลิ่นที่ทำให้ได้กลิ่นรู้สึกสะดุดหลังจากอิ่มเอมไปกับกลิ่นแรก แนวกลิ่นนี้จึงเท่ากับการประกาศตัวถึงเนื้อหาของเอกลักษณะบุคลิคแบบฉบับของน้ำหอมอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้ได้กลิ่นซาบซึ้ง และเข้าใจถึงแก่นสารแห่งน้ำหอมนั้นๆ

base notes เที่ยบเท่ากับ finale หรือแบบเสื้อชุดปิดท้ายการแสดง ต้องสอดคล้องและคงแก่นสารของกลิ่นกลาง สร้างความอบอุ่น ประทับใจให้ตราตรึงแก่ผู้รับชม หรือผู้ได้กลิ่นไปตราบนาน

เวทีที่พึงสร้างสรรค์การแสดงตัวของน้ำหอมบนร่างกายนั้นคือบริเวณจุดชีพจรทั้ง 8จุดอันได้แก่หลังใบหู 2จุด ข้อมือ2จุด ข้อพับแขน 2จุด และข้อพับเข่า 2จุด (บ่อยครั้งที่สองจุดสุดท้ายนี้จะถูกมองข้ามไป เพราะผู้ใช้น้ำหอมอาจสวมกางเกง หรือกระโปรงเสร็จแล้วค่อยฉีดพรมน้ำหอม)

ข้อสำคัญอันพึงใส่ใจเกี่ยวกับการเลือกหากลิ่นน้ำหอมเมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของกลิ่นนั้นคือว่า

อย่ารีบซื้อน้ำหอม กลิ่นที่คุณได้รับเมื่อฉีดน้ำหอมในร้านจะไม่เหมือนกลิ่นที่คุณจะได้รับหลังจากสอง หรือห้าชั่วโมงผ่านไป นั้นเป็นเพราะลำดับการแสดงบนเวทีของน้ำหอมกับสภาพผิวเฉพาะของคุณ จะทำให้กลิ่นเปลี่ยนไป ดังนั้น จงอดทน ขอตัวอย่างน้ำหอมที่จะให้คุณนำกลับไปใช้ที่บ้านได้ หรืออย่างน้อย ก็ฉีดน้ำหอมลงบนกระดาษ tester คุณจะไม่เสียใจ การเลือกน้ำหอมก็เหมือนกับการเลือกคู่ คุณคงไม่อยากแต่งแล้วต้องหย่า น้ำหอมก็เหมือนกันแหละคะ ซื้อมาแล้วไม่สบอารมณ์ในภายหลังก็น่าเสียดาย