แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลน้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตระกูลน้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตระกูลของน้ำหอม

ตระกูลของน้ำหอม

ตระกูลน้ำหอม
ตระกูลน้ำหอม
น้ำหอมทุกกลิ่น ไม่ว่าจะมีมานานจนเป็นน้ำหอมคลาสสิคของโลก หรือเพิ่งเกิดใหม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จาก Shalimar มาสู่ Fragilic จาก Paco Rabannc มาสู่ DKNY ต่างก็สืบสายวงศ์วานเครือโยงใยกันไปได้ห้าตระกูลกลิ่นหอมนั้นคือ

น้ำหอมตระกูลดอกไม้ (floral)
น้ำหอมตระกูลตะวันออก (oriental)
น้ำหอมตระกูลพงพนาป่าทึบ (chypre)
น้ำหอมตระกูลเฟิร์น (fougere)
น้ำหอมตระกูลอากาศธาตุ (ozonic)

ซึ่งในแต่ละตระกูลยังแตกแขนงไปได้อีกหลายเทือกเถาเหล่ากอ ประเภทที่เรียกว่าแต่งงานข้ามตระกูลมีลูกมีหลานเหลนโหลนกันต่อมาอย่างเช่น ตระกูลดอกไม้-ผลไม้ (floral-fruity), อำพัน-ป่า(amber-chypre), เครื่องเทศ-อำพัน(spicy-amber) หรือ ดอกไม้-ตะวันออก(floral-oriental) เป็นต้น

ซึ่งการแตกตระกูลนี้เราจะเรียกว่าแนวกลิ่น อย่างไรก็ดี จะเป็นน้ำหอมในแนวกลิ่นใดย่อมมีรกรากมาจากฐานตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

น้ำหอมตระกูลดอกไม้

น้ำหอมตระกูลดอกไม้(floral)

ในยุคแรกๆนั้น น้ำหอมทั้งหลายล้วนเป็นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ น้ำมันกุหลาบกับน้ำดอกไม้ลาเวนเดอร์เป็นงานศิลปะชั้นสูงของเพอร์ฟูมเมอร์ และได้รับการพิจารณาว่าเป็นกลิ่นที่แสดงออกถึงความเป็นสุภาพสตรี สำหรับสาวๆในยุคนั้น มาถึงยุคนี้ กลิ่นน้ำหอมแนวดอกไม้ถูกพัฒนาให้สร้างความรู้สึกทรงเสน่ห์ ชวนให้ตื่นเต้น ก้าวจากสุภาพสตรีมาเป็นผู้หญิงกระตุ้นอารมณ์ ก่อให้บังเกิดภาพแห่งสวนฤดูร้อนฉ่ำหยาดน้ำค้าง อวบไอกลิ่นหอมหวานของ sweet pea, freesia, lilac, lily และ carnation หรือช่อดอกไม้สดแห่งฤดูร้อน เช่น hyacinth กับ paper white

การเลือกน้ำหอมตระกูล floral นี้ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เพราะกลิ่นแนวนี้ไม่รุนแรงจนเกินไป ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกการเรียกร้องต้องการจนโจ่งแจ้ง หรือเข้มข้นจนกลายเป็นฉุนเสียจนไม่กล้าใช้ กลิ่นแนวนี้จะอ่อนหวาน ละเมียดละไม แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิง เป็นกลิ่นหอมเลอค่าหายาก งดงามดุจดอกไม้ที่เพอฟูมเมอร์ทั้งหลายพยายามรังสรรค์กันขึ้นมา

ตัวอย่างน้ำหอมแนวกลิ่น floral

Annick Goutal กลิ่น Gardenia Passion
Caron กลิ่้น Fleur de Rocaille
Chloe กลิ่น Chloe
Christian Dior กลิ่น Diorissimo
Clinique กลิ่น Happy
Estee Lauder กลิ่น Pleasures
Jean Patou กลิ่น Joy
Jo Malone กลิ่น Red Roses
L'Artisan Parfumeur กลิ่น Mimosa Pour Moi
Lancome กลิ่น Miracle
Prescriptive กลิ่น Calyx
Ralph Lauren กลิ่น Romance


น้ำหอม Gardenia Passion
น้ำหอม Gardenia Passion

น้ำหอมตระกูลตะวันออก

น้ำหอมตระกูลตะวันออก(Oriental)

น้ำหอมแนวกลิ่นoriental ให้ความรู้สึกเซ็กซี่ เป็นกลิ่นที่ไออุ่นกำซาบซ่าน เหมาะสำหรับค่ำคืนสดชื่นเย็นสบาย ยังความเร่าร้อนแบบโลกตะวันออก (พึงทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า เร่าร้อนแบบโลกตะวันออก มักจะหมายถึงอินเดีย) บางกลิ่นอาจรุนแรง เข้มข้น เสมือนอบร่ำเครื่องเทศกำยาน และติดทนนานไปจนถึงวันรุ่งขึ้น

น้ำหอมเหล่านี้มักมีส่วนผสมหลํกเป็น ambergris หรือไขจากลำไส้ปลาวาฬ (ซึ่งเมื่อผ่านกรรมวิธีจะให้กลิ่นอุ่น นุ่มนวลที่เข้มข้นทนนาน) ผสมผสานกับไม้หอม เครื่องเทศ และบ่อยครั้งที่จะสอดแทรกดอกไม้สดลงไปเพื่อหักล้างความฉันเฉียวเข้มข้นให้จางลงเป็นความสดชื่นรื่นรมย์

ตัวอย่างน้ำหอมแนวกลิ่น oriental

Calvin Klein กลิ่น Obsession
Cartier กลิ่น Must de Cartier
Chanel กลิ่น Coco
Estee Lauder กลิ่น Cinnabar
Estee Lauder กลิ่น Youth Dew
Guerlain กลิ่น Shalimar
Guerlain กลิ่น Samasara
L'Artisan Perfumeur กลิ่น L'Eau d'Ambre
Shiseido กลิ่น Feminite du Bois
Shiseido กลิ่น Zen
Yves Saint Laurent กลิ่น Opium


น้ำหอม Feminite du Bois
น้ำหอม Feminite du Bois


น้ำหอมตระกูลพงพนาป่าทึบ


น้ำหอมตระกูลพงพนาป่าทึบ (Chypre)

น้ำหอมแนวกลิ่นนี้ให้กลิ่นที่ชวนให้นึกถึงป่าฤดูใบไม้ร่วง และดงต้นมอสส์ บ่อยครั้งที่จะมีแนวกลิ่นหอม อันได้จากสรรพสัตว์ต่างๆ กลิ่น chypre ที่คลาสสิคจะกอปรขึ้นจากกลิ่นของโอ๊กมอสส์, ไม้จันทร์, และชะมด สอดผสานด้วยกุหลาบกับมะลิ บางครั้งอาจปรุงแต่งด้วยการบีบมะนาวให้มีกลิ่นหอมเย็นสดใสไว้เป็นกลิ่นแรก

ตัวอย่างน้ำหอมแนวกลิ่น chypre

Christian Dior กลิ่น Miss Dior
Coty กลิ่น Chypre de Coty
Clinique กลิ่น Aromatics Elixir
Givenchy กลิ่น Givenchy III
Hermes กลิ่น Caleche
Jo Malone กลิ่น Fleur de la Foret
Paloma Picasso กลิ่น Paloma Picasso

น้ำหอม Miss Dior
 น้ำหอม Miss Dior

น้ำหอมตระกูลเฟิร์น


น้ำหอมตระกูลเฟิร์น(Fougere)

เฟิร์นในภาษาฝรั่งเศสอ่านว่าฟูเกร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วเฟิร์นไม่มีกลิ่น ดังนั่น กลิ่นน้ำหอมตระกูลนี้ ถือเป็นกลิ่นหอมในจินตนาการ ซึ่งหอม แต่ไม่มีอะไรเหมือนเฟิร์นโดยธรรมชาติเลย กลิ่นนี้ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นโดย อูบิกองต์(Houbigant) ในปี ค.ศ. 1882 กลิ่นหอมอบอุ่น สดชื่นเหมือนแป้งเย็นที่ไม่ซาบซ่า ด้วยกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์กับเฟรช เฮย์ หรือฟางสด ก่อให้เกิดเป็นน้ำหอม Houbigant Fougere Royale ที่ท้าทาย และได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะไม่มีกลิ่นธรรมชาติใดๆ เหมือนกลิ่นนี้ นี้คือการสร้างสรรค์ความหอมโดยไม่ได้ลอกเลียนแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง

แต่เป็นบางสิ่งที่จินตนาการ ว่ามีอยู่ในธรรมชาติ เป็นการเปิดศักราชใหม่ให้แก่อุตสหกรรมน้ำหอม ในปัจจุบันนี้ น้ำหอมแนวกลิ่น fougere ถือเป็นสายพันธุ์ใหม่ของน้ำหอม เป็นวัตกรรมทางกลิ่นเพราะกลิ่นหอมแบบนี้เป็นกลิ่นที่ไม่จำแนกเพศ เป็นน้ำหอมที่ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย

ให้ความรู้สึกเร่าร้อน สดชื่น ระคนกลิ่นหอมป่าแห้ง และลาเวนเดอร์

ตัวอย่างน้ำหอมแนวกลิ่น fougere

Calvin Klein กลิ่น CK Be
Estee Lauder กลิ่น Alliage
Faberge กลิ่น Brut
Guerlain กลิ่น Jicky
Kenzo กลิ่น Fluer par Kenzo

น้ำหอม Fluer par Kenzo
น้ำหอม Fluer par Kenzo




น้ำหอมตระกูลอากาศธาตุ

น้ำหอมตระกูลอากาศธาตุ(Ozonic)

บางคนเรียกน้ำหอมอวกาศ กำลังมาแรงในโลกน้ำหอมก่อนก้าวสู่สหัสวรรษที่สาม เป็นการคิดค้นส่วนผสมทางเคมีเพื่อให้กลิ่นหอมเหมือนแตง หรือแตงโม (อย่างน้ำหอม Escape ของคาลวินไคลน์) แต่ทำให้ผู้ได้กลิ่นนึกถึงลมเย็นสดชื่นชายทะเล (Acqua di Gio ของจิออร์จิโอ อาร์มานี่ ให้กลิ่นน้ำทะเลที่แฝงความเค็มอยู่ในกลิ่น)

น้ำหอมในทศวรรษ 1990 ต่างเป็นน้ำหอมในแนวกลิ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น L'Eau d'lssey และ Escape ของ Calvin Klein น้ำหอมเหล่านี้ มีเอกลักษณ์ตรงที่ว่าให้กลิ่นที่พิเศษแตกต่าง ได้กลิ่นปุ๊บก็จำได้ปั๊บ และถ้าไม่รัก ไม่ชอบ คุณก็จะพาลเกลียดน้ำหอมกลิ่นนั้นไปเลย

ตัวอย่างน้ำหอมแนวกลิ่น ozonic

Aramis กลิ่น New West for Her
Calvin Klein กลิ่น Escape
Christian Dior กลิ่น Dune
Elizabeth Arden กลิ่น Sunflower
Issey Miyake กลิ่น L'Eau d'Issey
Kenzo กลิ่น L'Eau par Kenzo
Ralph Lauren กลิ่น Polo Sport Women
Giorgio Armani กลิ่น Acqua di Gio

น้ำหอม Acqua di Gio
น้ำหอม Acqua di Gio

น้ำหอมแนวกลิ่นใหม่

น้ำหอมแนวกลิ่นใหม่

ดังที่กล่าวไว้แล้ว ปัจจุบันน้ำหอมกลายเป็นเครื่องสำอางแฟชั่น ไม่แตกต่างอะไรจากเมคอัพ หรือเสื้อผ้า ไม่น่าแปลกใจที่ทศวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา น้ำหอมตระกูลอวกาศจะสอดคล้องกับแฟชั่นแบบอนุนิยม(minimalist) หรือน้อยแต่มาก

ทว่าในช่วง2-3ปีสุดท้าย ก่อนสิ้นศตวรรษนวัตกรรมแห่งความงดงามทางกลิ่นได้ผันผวนกันอีกคราเมื่อบรรดาน้ำหอมยี่ห้อดีไซเนอร์ทั้งหลายกำลังเบื่อหน่ายกับโลกอวกาศ ได้มีการคิดค้นผสมผสานเล่นแร่แปรธาตุเพื่อให้ได้น้ำหอมตระกูลใหม่ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาจริงๆแล้วน้ำหอมเหล่านี้ก็คือลูกหลานเหลนโหลนของ 5 ตระกูลน้ำหอมสำคัญเบื้องต้นนั้นเอง

แนวกลิ่นน้ำหอมสายพันธุ์ใหม่นี้ แยกได้เป็น 2 ลักษณะคือ

1.แนวกลิ่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
2.แนวกลิ่นเลียนแบบธรรมชาติ

1.แนวน้ำหอมกลิ่นที่ไม่เคยมีมาก่อน(unprecedented) คือน้ำหอมที่ผ่านการคิดค้นหาสูตรส่วนผสมจากน้ำหอมทั้ง 5ตระกูลเพื่อให้ได้กลิ่นหอมแบบที่คุณอาจไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน เป็นน้ำหอมซึ่งห่างไกลธรรมชาติโดยสิ้นเชิง น้ำหอมแบบนี้มักให้กลิ่นค่อนข้างอบอุ่นไปจนถึงเผ็ดร้อน

เป็นกลิ่นที่ใช้ได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งเมื่อโดนผิวกายแล้วจะให้ความรู้สึกแตกต่างกัน บ่อยครั้งที่ได้รับการระบุว่าเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิง หรือผู้ชายอย่างชัดเจน แต่แนวทางของกลิ่นกลับคลุมเครืออย่างยิ่ง เช่น Le Feu d'Issey ของ Issey Miyake ที่ให้แนวกลิ่น milk amber หรือ Pi ของ Givenchy ที่ให้แนวกลิ่น Woody magnetic เป็นต้น
น้ำหอม Le Feu d'Issey
น้ำหอม Le Feu d'Issey

2.แนวกลิ่นน้ำหอมเลียนแบบธรรมชาติ(re-create nature) คือการหวนสู้ขนบดั้งเดิมแห่งการผลิตน้ำหอม จากที่เคยหลีกเลี่ยง แหวกแนวจำเจ ในที่สุด เพอร์ฟูมเมอร์ก็กลับโหยหาถึงวัยเยาว์ นึกถึงกลิ่นอันคุ้นเคยของคุณแม่ คุณยาย น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ หรือกลิ่นใบไม้แบบกลิ่นเดียว บางกลิ่นสกัดน้ำหอมจากแหล่งที่มาของกลิ่นนั้นๆ อย่างเช่นน้ำหอมชุด Aqua Allegoria ของ Guerlain ที่มีกลิ่น Lavender กลิ่น Ylang Ylang เป็นต้น

หรือกลิ่นหอมแบบที่มีอยู่ในธรรมชาติอันเกิดจากการสอดประสานของธาตุกลิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลิ่นต้นแบบเลยสักนิด ที่เห็นชัดที่สุดคงเป็น Fragilic ของฌอง-ปอล โกล์ติเยร์ (Jean-Paul Gaultier) ที่รังสรรค์น้ำหอมกลิ่น tuberose ขึ้นมาโดยไม่มีส่วนผสมของกลิ่นจาก tuberose เลนสักนิด รองลงมาคือกลิ่น iris ของ Hermes ที่อาศัยกลิ่นของหน่อ หรือรากของ Iris มาเป็นแนวกลิ่นสำคัญ

น้ำหอม Aqua Allegoria
น้ำหอม Aqua Allegoria