แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนผสมน้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนผสมน้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ส่วนผสมสำคัญของน้ำหอม

ส่วนผสมสำคัญของน้ำหอม

ธรรมเนียมการสร้างสรรค์น้ำหอมสักกลิ่นเวลาเพอร์ฟูมเมอร์ทั้งหลายต้องการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติล้วนๆ พวกเขาจะเสาะแสวงไปทั่วไม่เฉพาะในเขตยุโรป ภูมิประเทศเขตอบอุ่นไปจนถึงเขตร้อนอย่างมอรอคโค, แคว้นซิซิลี, อินเดีย, บราซิล และออสเตรเลีย ได้กลายเป็นดินแดนสำคัญในการผลิตน้ำหอม หรือน้ำมันหอมจากมะลิ, มะนาว, ดอกส้ม, น้ำหอม neroli อันได้จากดอกส้ม, มะกรูด, และไม้จันทน์ ในขณะที่รัสเซีย, บัลแกเรีย และตุรกี จะมีกุหลาบดามาสค์ซึ่งให้กลิ่นหอมอุ่น นุ่มนวลเหมือนแป้ง ลุ่มลึกดุจกำมะหยี่ อย่างไรก็ตาม จะเป็นส่วนผสมชนิดใดย่อมล้วนแต่มีปริมาณจำกัดเสมือนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อาจต้องใช้มะลิประมาณ 6-7ล้านดอกเพื่อกลั่นให้ได้น้ำหอมมะลิประมาณหนึ่งกิโลกรัม

และส่วนผสมางอย่างเช่นออร์ริส ซึ่งสกัดได้จากรากของต้นไอริส(ว่ากันว่าราก หรือหัวไอริสสดหนักหนึ่งตันต้องทำให้แห้งสนิทและจะเหลือน้ำหนักเพียง 200กิโลกรัม ผ่านการบดสกัด essence หรือหัวน้ำหอมโดยผ่านกระบวนกลั่นด้วยไอน้ำ จากน้ำหนัก 500กิโลกรัมของหัวไอริสแห้งจะได้หัวน้ำหอมเพียง 1.5กิโลกรัมเท่านั้น
และหัวน้ำหอม1 กิโลกรัม สกัดเป็นไอโรนบริสุทธิ์ได้เพียงแค่ 100กรัม)

ต่อมชะมด (แน่นอนที่ต้องทำฟาร์มชะมด หรือไม่ก็ไปไล่ล่าหาในป่าลึก) ไขปลาวาฬ(อันนี้คงต้องลงทะเลไปไล่จับ นึกภาพเอาเองว่าจะยากขนาดไหน) และซ่อนกลิ่นนั้น มีราคาแพงเยี่ยงทอง เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดหัวน้ำหอม หรือน้ำมันหอมได้เพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังเป็นของหายากอีกต่างหาก

ความแตกต่างทางอุณหภูมิ สภาพอากาศ สงคราม สภาพเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากการเมือง มหันตภัยธรรมชาติ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ อันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำหอม ภาวะข้าวยากหมากแพงในกลุ่มประเทศตะวันออกทำให้ชนชั้นแรงงานหันกันไปปลูกข้าวมากกว่าจะปลูกแพ็ทชูลีหรือพรรณพฤกษ์หอมอื่นๆ พลเมืองอพยพ แรงงานต่างด้าวที่ผันเปลี่ยนทำให้แรงงานสำหรับการเก็บเกี่ยวนั้นเป็นไปไม่สม่ำเสมอ

น้ำหอมกลิ่นทรงพลังเปี่ยมคุณภาพนั้น บังเกิดมาจากการจัดสรรสมดุลอย่างระมัดระวังของสารหอมสำคัญอันเลอค่าจากมวลดอกไม้ เรซินชนิดต่างๆ เครื่องเทศอำพันหลากประเภท และอื่นๆ ฉะนั้นถ้ามีส่วนผสมอะไรสักอย่างขาดตลาด หรือหาไม่ได้ ไม่เพียงพอต่ออัตราส่วนสูตรผสม การผลิตน้ำหอมให้ได้ตามเป้าอาจจะในแง่คุณสมบัติ หรือปริมาณย่อมขาดตอนการผลิตต้องหยุดชะงักจนกว่าจะมีวัตถุดิบนั้นๆ
น้ำหอม Guerlain nahema
น้ำหอม Guerlain nahema วางจำหน่ายในปี ค.ศ.1979 ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก แคทเธอรีน เดอเอฟ (Catherine Deneuve) กลิ่นหอมเป็นการสอดผสานของเมย์โรสกับกุหลาบดามาสค์ ส่งผลให้ราคาน้ำหอมขึ้นๆลงๆตลอดทุกปีเพราะเป็นผลกระทบจากดอกไม้เหล่านี้ น้ำหอม Joy ของฌอง ปาตู ผลิตมาจากมะลิบริสุทธิ์ และเมย์โรสจากเมืองกราสส์ ซึ่งมีจำนวนจำกัดทั้งสองชนิด เพราะดอกไม้เหล่านี้ทำการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง จึงทำให้การผลิต Joy เป็นไปในจำนวนจำกัด ชาแนลเองก็คำนึงถึงปัญหาที่ทั้งสองบริษัทนี้เผชิญ จึงได้ทำสัญญาและทำการลงทุนระยะยาวในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว รวมถึงซื้อส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงไว้ตลอดเพื่อไม่ทำให้ผลผลิตของบริษัทขาดตอนสามารถคงคุณภาพไว้ดังเดิมได้ตลอดเวลา

แน่นอน บริษัทผลิตน้ำหอมใช่ว่าจะคำนึงถึงจรรยาบรรณไปเสียทุกแห่งในแง่ของการใช้ส่วนผสม บางครั้งก็จำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ส่วนผสมที่มีคุณสมบัติรองลงมา ไม่ใช่ของดีที่สุดเสมอไป อย่างมะลิจากเมืองกลาสส์ ก็กลายเป็นมะลิมอร็อคโค น้ำมันดอกไม้หอมธรรมชาติกลายเป็นสารสังเคราะห์ เคมีภัณฑ์ราคาย่อมเยากว่าเพื่อให้ได้กลิ่นหอมแนวเดียวกัน

หากคุณภาพความเข้มข้นนั้นอ่อนด้อย สภาพเสถียรของกลิ่นไม่คงที่ ปัจจัยสืบเนื่องจากภูมิอากาศ สภาพความเป็นกรดในเนื้อดินที่ใช้เพาะปลูก ความเข้มของแสงแดดที่ส่องต้องกลีบดอกไม้ และอื่นๆทำให้ดอกไม้อย่างเดียวกันที่ปลูกในต่างถิ่นมีกลิ่นหอมต่างกัน

และการตัดสินใจโดยอิงเกณฑ์ทางธุรกิจส่งผลให้ผู้บริหารต้องมองข้ามในเรื่องนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือเพื่อคงปริมาณผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตออกสู่ท้องตลาด การซื้อบริษัทอื่นมาปรับผังโครงสร้างใหม่ มักเป็นตัวโยงไปสู่การลดคุณภาพการผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุน ซึ่งผลที่ได้ก็คือผลิตภัณฑ์ที่แย่ โชคดีที่ในทศวรรษ 70 บริษัทที่ถูกกว้านซื้อได้ถูกลดระดับลง และได้รับการฟื้นฟูใหม่ในทศวรรษที่ 80 ให้กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น และดีขึ้นภายใต้จุดมุ่งหมายจะสร้างสรรค์น้ำหอมที่คงคุณภาพดีเทียบเท่าอดีตอันเรืองรอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือน้ำหอม Arpege ของลองแวง กับ Fracas ของ โรแบรต์ ปิเกต์ ที่กำลังกลับมารุ่งอีกครั้ง ส่วนผสมราคาแพงยอดนิยมในการผลิตน้ำหอมมักจะเป็นส่วนผสมสำหรับน้ำหอมตระกูลดอกไม้อันได้แก่

1.กุหลาบ
2.มะลิ
3.ไวโอเล็ต
4.เนโรลิ

กุหลาบ

กุหลาบ ราชินีแห่งมลบุปผาที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณกาล สืบสาวไปได้ถึงยุคโรมันโบราณผู้คิดค้นน้ำกุหราบหรือที่เรียกกันว่า Rose Water ซึ่งชาวอังกฤษในกาลก่อนใช้เป็นน้ำประพรมจรุงกลิ่นหอมให้กรุ่นไอไปทั่วตัวทั้งวันยันกลางคืน ไม่เฉพาะความหอม เลอค่า และความงามของดอกไม้ ในน้ำมันกุหลาบยังแฝงสรรพคุณฆ่าเชื้อโรค และอุดมไปด้วยวิตามินซี กุหลาบที่ดีที่สุดสำหรับการทำน้ำหอมคือ เมย์โรส (ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของ MayRose คือ Rosa centifolia)

กุหลาบ ส่วนผสมทำน้ำหอม
กุหลาบ ส่วนผสมทำน้ำหอม
จากเมืองกราสส์ ในตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และอัฟริกาเหนือ การเก็บกุหลาบจะต้องใช้มือเก็บแต่เช้าตรู่ขณะที่ยังมีน้ำค้างเกาะกลีบ ก่อนแสงแดดแผดเผาความชื้นในกลีบให้ระเหยแห้งอันจะไปรบกวนต่อศักยภาพในการส่งกลิ่น และกุหลาบดามาสส์ (ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของ Damask Rose คือ Rosa damascena) เป็นกุหลาบอีกหนึ่งพันธุ์ที่นิยมใช้กันมากในวงการน้ำหอมชั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากตุรกี, บัลแกเรีย, อียิปต์, และรัสเซีย

มะลิ

ส่วนผสมน้ำหอม มะลิ
มะลิ ส่วนผสมน้ำหอม
มะลิ ในวงการน้ำหอมโลกจะต่างจากมะลิไทยในหลายอย่าง มะลิที่ใช้มักจะเป็น Jasminum officinalis หรือ Jusminum grandiflorum ซึ่งบางครั้งดมดูแล้วกลับไม่มีกลิ่น เพอร์ฟูมเมอร์ชาวฝรั่งเศสมักขนานนามมะลิว่าเป็นนิยามที่แท้จริงแห่งมวลดอกไม้ โดยเรียกกันว่า "ลาเฟลอร์" (La Fleur) มะลิฝรั่งเศสจะมีหลากหลายพันธุ์ที่สุด แต่ในอียิปต์ อิตาลี อินเดีย และจีน ก็มีอีกต่างชนิดมากมาย มะลิมีราคาแพงอย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น บ่อยครั้งจึงใช้สารสังเคราะห์ขึ้นมาแทน

เวลาผสมผสานมะลิเข้ากับเมย์ โรส ในสัดส่วนต่างๆกันก็จะให้กลิ่นหอมที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ดอกมะลิ 10,000ดอก กับกุหลาบ 28โหลจะผลิตน้ำหอม Joy ของฌอง ปาตู ได้หนึ่งออนซ์

ไวโอเล็ต

ไวโอเล็ต ดอกไม้สีม่วงสุดที่รักในยุควิคตอเรียน ปาร์มา ไวโอเล็ตเป็นดอกไวโอเล็ตที่ดีที่สุดได้มาจากอิตาลีตอนเหนือ น่าแปลกที่น้ำมันหอมหาได้มาจากตัวดอกไม้แต่กลับเป็นใบซึ่งสกัดน้ำมันได้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทุกวันนี้ก็เลยใช้สารสังเคราะห์ขึ้นแทน ไวโอเล็ตมีกลิ่นหอมหวาน

ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่มเนียนละมุนดุจแป้ง จึงมักใช้ประสานกับกลิ่นหอมมะกรูด มิโมซ่า ไม้จันทน์ และกุหลาบ กลิ่นหอมของไวโอเล็ตที่ผ่านการรังสรรค์อย่างละเมียดละไม จะให้ความรู้สึกอันงดงาม ไม่ตกสมัย เป็นความคลาสสิคตลอดกาล อย่างเช่น น้ำหอมไวโอเล็ตที่ได้จาก Borsari Violetta di Parma ให้กลิ่นหอมอบอุ่นอ่อนโยน เร้าอารมณ์เช่นเดียวกับน้ำหอม Violetta ของ Penhaligan ความอ่อนโยนประณีตแห่งกลิ่นของไวโอเลตยังเร้นอยู่ในร้ำหอมของชาแนลหมายเลข 19 (Chanel No.19) และ L'Interdit ของ Givenchy

น้ำหอม Chanel No.19
น้ำหอม Chanel No.19

เนโรลิ

เนโรลิ

ส้มเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำหอม มีessence ที่ได้จากส้มหลายอย่างนัก ไม่ว่าจะเป็นดอกส้ม ส้มมิโมซ่า เปลือกส้มและส้มในแต่ละภูมิภาคก็จะมีชื่อเรียกต่างกัน อย่างเนโรลิ จะเป็นน้ำมันดอกส้ม ซึ่งมักใช้ดอกส้มจากหมู่บ้านเซวิลล์ (Seville) และดอกส้มที่ได้จากตอนใต้ของฝรั่งเศส อิตาลี อียิปต์ และ ตูนิเซีย เนโรลิจะให้กลิ่นหอมสดชื่นอ่อนบางอันคงทน มักใช้ผสมเพื่อสร้างกลิ่นแรกของน้ำหอมนั้นๆ (Top note) แต่ในขณะเดียวกัน เนโรลิ ยังกำจายกลิ่นหอมหวานให้ความรู้สึกเป็นส้มอย่างยิ่ง

จึงทำให้เนโรลิมีบทบาทสำคัญในการผลิต โอ เดอ โคโลญจน์ กลิ่นคลาสสิค ดอกส้ม 1ตัน (1,016กิโลกรัม) จะผลิตน้ำมันได้เพียง 907กรัม หรือ 2ปอนด์ ซึ่งประมาณการไว้ว่าทั่วโลกผลิตดอกส้มได้ไม่เคยเกิน 2 ตันต่อปี

นอกจากนี้ เนโรลิยังมีสรรพคุณในการทำความสะอาด ดอกส้มมักใช้เป็นดอกไม้สำคัญในพิธีแต่งงาน นักสุวคนธบำบัดทั้งหลายยังใช้น้ำมันเนโรลิ ช่วยบำบัดความกดดันทางอารมณ์ คลายความตื่นกังวล

ถ้าคุณต้องการสูดกลิ่นไอหอมของส่วนผสมทั้งสี่ชนิดนี่จริงๆ ได้สัมผัสถึงความรู้สึกแท้จริงของกลิ่นหอม ซึ่งยังไม่ผ่านการสอดผสานกับกลิ่นหอมอื่นใดสักเท่าไหร่ ลองแวะไปที่เคาเตอร์น้ำหอม Guerlain เลือกดูน้ำหอมชุด Aqua Allegoria

ส่วนผสมธรรมชาติ ส่วนผสมสังเคราะห์

ส่วนผสมที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณภาพดีนั้นหายาก ราคาแพงซึ่งก็ทำให้น้ำหอมที่ผลิตมาจากวัตถุดิบธรรมชาติล้ำเลิศเหล่านั้นมีกลิ่นหอมเข้มข้น ทรงพลัง สื่อถึงอารมณ์ และเป็นกลิ่นแท้จริงมากกว่าน้ำหอม ซึ่งบังเกิดจากส่วนผสมในห้องทดลอง ผ่านการสังเคราะห์เคมี อีกทั้งน้ำหอมจากส่วนผสมธรรมชาติจะยังทำปฎิกิริยากับผิวของคนเราได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม มีการโต้แย้งถกเถียงกันเรื่องส่วนดีส่วนเสียระหว่างส่วนผสมจากธรรมชาติ และส่วนผสมสังเคราะห์ไม่รู้จบ เพราะมีดอกไม้หลายชนิดอย่างลิลลี่ ออฟ เธอะ วัลเลย์ ที่ไม่ขับกลิ่นอันแท้จริงออกมาให้เพอร์ฟูมเมอร์ การสกัดน้ำหอมจากดอกไม้ประเภทนี้เป็นไปได้ยากเย็น ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน ในขณะเดียวกัน มีสารเคมีสังเคราะห์อีกหลายชนิดที่ให้กลิ่นซึ่งเหล่าเพอร์ฟูมเมอร์ต้องเคารพสักการะนำไปเป็นส่วนผสมของน้ำหอมคลาสสิคหลายกลิ่นมากกว่า 100ปี ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สารสังเคราะห์ส่วนใหญ่จะมีราคาถูก บ้างก็สืบสานตำนานผ่านการพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ และบางกลิ่นเป็นกลิ่นหอมที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ

ส่วนผสมสังเคราะห์แบ่งได้เป็น 2ประเภทใหญ่ คือสารสกัด ซึ่งแยกโครงสร้างโมเลกุลของกลิ่นแท้ออกมา เรียกว่าสารประเภท isolate ซึ่งสังเคราะห์มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ และอีกประเภทคือสารเคมีสังเคราะห์ในห้องทดลอง ซึ่งมักให้กลิ่นไม่เป็นธรรมชาติ ทว่ากลิ่นเหล่านี้แหละที่เป็นความฝันของเฟอร์ฟูมเมอร์ยุคใหม่ คุณอาจสังเกตเห็นน้ำหอมรุ่นใหม่มักให้กลิ่นอย่างที่คุณไม่เคยพานพบประสบยลมาก่อน นั้นก็เพราะกลิ่นเหล่านั้นไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มาจากห้องทดลองของนักเคมี น้ำหอมประเภทนี้มักนำเสนอสู่ท้่องตลาดด้วยกลิ่นที่คล้าย ทราย หรือเมฆ หรือลินิน และอื่นๆอีกมากมายที่ฟังดูแล้วเข้ากันกับแนวกลิ่นน้ำหอม ช่วยให้เราได้ก่อกำเนิดเกิดภาพน้ำหอมเป็นตัวเป็นตนขึ้นในมโนภาพ

อย่างน้ำหอมของ Issey Miyake ทั้งสองกลิ่น คือ l'Eau d'Issey ให้ความรู้สึกถึง น้ำ ในขณะที่ Le Feu d'Issey คือกลิ่นหอมของไฟ น้ำหอม Cashmere Mist ของดอนน่า คารานก็เช่นกัน นี่คือกลิ่นที่ทำให้คุณหลับตาเห็นหมอก ในแคว้นแคชเมียร์ หรือบ้างก็ทำให้นึกถึงความอ่อนนุ่มบางเบาแทบไร้น้ำหนักดั่งม่านหมอกของผ้าแคชเมียร์เนื้อดี

แต่ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่ได้จากธรรมชาติ หรือห้องทดลอง จงให้จมูกของคุณเป็นตัวตัดสิน ถ้าน้ำหอมนั้นไม่ให้กลิ่นหอมพิสุทธิ์อย่างแท้จริงไม่สดชื่นจับใจให้หลงใหล ก็เชิดใส่ซะ และก็เช่นเดียวกัน ถ้าคุณได้กลิ่นแล้วปวดศีรษะ หรือทำให้ ลูกร้องไห้ได้ คุณได้คำตอบแล้ว!

น้ำหอมแบบอเมริกัน

น้ำหอมแบบอเมริกัน

พอพูดเรื่องน้ำหอมกับผู้หญิงอเมริกัน พวกเธอจะมีแนวความคิดและรสนิยมเป็นของตัวเองเสมอ ตอนที่น้ำหอม Shalimar ของ Guerlain ได้บุกเข้าสู่ดินแดนสหรัฐ ก็ประสบความสำเร็จฉับพลัน ออกจะมากกว่าในยุโรปด้วยซ้ำ ผู้หญิงอเมริกันรักธรรมชาติอันเร้าอารมณ์รุนแรงอย่างอาจหาญของ Shalimar ความเข้มข้นสุดๆของน้ำหอมที่มอบกลิ่นอุ่นอวลจรุงใจเป็นละไอไล้ผิวไปตราบนานอย่างไรก็ตาม Estee Lauder ต่างหากที่เป็นผู้สร้างพลังแห่งการซื้อให้ผู้หญิงอเมริกัน เมื่อเธอนำเสนอน้ำหอม Youth Dew ออกมาในปี ค.ศ.1953

ก่อนหน้านั้นผู้หญิงไม่ได้ตัดสินใจซื้อน้ำหอมเพราะความชอบส่วนตัว ซื้อเพราะหวังว่าตัวเองจะชอบ และกลิ่นนั้นเป็นที่นิยม ซึ่งคงจะเหมาะกับเธอ เอสเต้ ลอเดอร์ เป็นผู้เปลี่ยนทัศนคติในการเลือกน้ำหอม เธอทำให้ Youth Dew น้ำหอมแนวกลิ่น oriental อย่างลึกล้ำ กลายเป็นน้ำมันอาบน้ำที่มอบความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณ ซึ่งเป็นที่มาให้แตะแต้มเพอร์ฟูมทรงพลังทางกลิ่นหอมลงบนจุดชีพจรต่างๆ เพื่อกระจายอำนาจแห่งกลิ่น กลยุทธ์ของเธอได้ผล Youth Dew ผลักดันให้ผู้หญิงหันมาเลือกซ์้อน้ำหอมสำหรับตัวเอง

และผลพลอยได้คือเพอฟูมกลายเป็นน้ำหอมประเภทที่แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงอย่างยิ่ง(ณ ปัจจุบันนี้ ไม่มีน้ำหอมของผู้ชายกลิ่นใดผลิตออกมาในรูปลักษณ์ของเฟอร์ฟูม ประเภทที่เข้มข้นที่สุดสำหรับผู้ชายก็คงได้แก่ โอเดอ เพอร์ฟูม เท่านั้น)

ผู้หญิงยุโรปอาจสุขใจกับการได้ฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดให้พร่างพรมลงบนผิวกายของตนเองวันละหลายๆครั้ง ผู้หญิงอเมริกันกลับต้องการให้น้ำหอมนั้นมีกลิ่นติดทนติดทานนานตะไท เอสเต้ ลอเดอร์ก็เลยผ่าตัดน้ำหอมของเธอให้เกิด โอ เดอ ตัวเลต์ที่มีกลิ่นเข้ม แรง ทรงพลัง อย่างลุ่มลึกตอนที่เธอนำเสนอน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆออกมา รวมถึง Cinnabar, Knowing, Estee, Beautiful, Private Collection และ Dazzling มีเพียงน้ำหอม White Linen (ซึ่งให้กลิ่นคล้าย/ชวนให้นึกถึงผ้าลินินลงแป้งสีขาวที่ถูกตากแดด และกำลังแห้งอยู่ภายใต้แสงแดดอุ่น) กับ Pleasures ที่ผลิตออกมาเป็น โอ เดอ ตัวเลย์ อย่างเบาบาง

น้ำหอม Polo Sport Women
น้ำหอม Polo Sport Women
ณ วันนี้ ห้องเสื้ออเมริกันต่างมีน้ำหอมยี่ห้อของตน และมิบบทสำคัญให้แก่น้ำหอมเหล่านั้น Ralph Lauren นำเสนอ Polo Sport Women ออกมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์สำหรับเรือนกาย และผลิตภัณฑ์อาบน้ำประจวบเหมาะรับกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบแคล่วคล่องของสาวทศวรรษ 90 โดยอาศัยบทพรรณากลิ่นหอมแนวสมุนไพรที่แสดงออกถึงความเป็นพืช

หญ้าสดตัดใหม่กลิ่นสดชื่นนี้ว่าเป็นกลิ่นปลุกเร้าอารมณ์ เสมือนโดลงสระน้ำเย็นชื่นในวันร้อนจัด โต้คลื่นชายหาด และ โดดร่มเป็นหนแรกของชีวิต บรรจุภัณฑ์ก็เรียบง่าย สะดวกใช้ เหมาะแก่การพกพาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับสาวๆผู้เลิกงานเสร็จ ก็เดินตรงเข้าห้องออกกำลังกาย กลิ่นหอมเล่า? เป็นกลิ่นหอมแบบไหน? นั้นสำคัญ ล่ะหรือ? นี่คือกลิ่นหอมแห่งวิธีชีวิตของผู้หญิงในทศวรรษที่ 90  แค่นี้ก็พอแล้วที่จะทำให้ซื้อ
น้ำหอม Eternity
น้ำหอม Eternity

ส่วนคาลวิน ไคลน์ ก็ได้ครอบครองตลาดน้ำหอมไปตลอดทศวรรษพอๆกับที่เสื้อผ้าของเขาขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า Obsession ถือเป็นน้ำหอมที่ให้กลิ่นรุนแรงล้ำยุค สาวที่จะใช้ต้องก๋ากั่นมุ่งมั่นทะเยอทะยานอย่างแท้จริง และน้ำหอมกลิ่นนี้ก็แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงแห่งทศวรรษ 1980 ได้อย่างชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจว่ายอดขายจะพุ่งสูง ส่วน Eternity จะให้กลิ่นหอมอ่อนโยน ทันสมัย เป็น นวัตกรรมแห่งกลิ่นหอมที่หลายคนไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน ส่วน Escape คือน้ำหอมล้ำยุคสุดๆ เป็นน้ำหอมแบบ ozonic คือถ้าคุณได้กลิ่นแล้วไม่รักก็เกลียดไปเลย หลังจากนั้นมาไม่นาน CK One เป็นน้ำหอมที่เขย่าวงการน้ำหอมอีกครั้ง ผนวกกับแรงโปรโมชั่นอันเห็นได้จากโฆษณาทางโทรทัศน์ผ่านช่อง MTV และกลิ่นหอมสบายๆที่ทรงพลังพอจะดึงดูดวัยรุ่นผู้ไม่เคยสนใจน้ำหอมให้หันมาควักกระเป๋าเงินกันได้

ล่าสุดน้ำหอมกลิ่น Truth คือกลิ่นที่จะทำให้อารมณ์รัณจวนป่วนพิศวาสของคุณกลายเป็นจริง